ความภาคภูมิใจจาก
ผู้ที่มีความเพียรพยามเท่านั้นจึงได้ความสำเร็จนั้นๆมา
และความสำเร็จดังกล่าวหากขาดผู้ชี้นำแนวทางก็จะสำเร็จได้โดยยาก ขอขอบคุณท่าน
อาจารย์ ผศ.ดร. เพ็ญศรี ฉิรินัง ได้พยามขัดเกลาจากเด็กบ้านนอกคนหนึ่งให้ถึงฝั่งฝัน
เป็นความภาคภูมิใจที่หาประมาณมิได้ ......." ความไว้วางใจของอาจารย์.....เป็นสิ่งที่ศิษย์คนนี้เทิดทูลที่สุด......จากใจ
ศิษย์เอก อาจารย์ หญิง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mpa12 แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ mpa12 แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 30 เมษายน พ.ศ. 2557
ภาพบรรยากาศการนำเสนอผลงานวิชาการ
Posted by Unknown on 23:13
ภาพบรรยากาศการนำเสนอผลงานวิชาการ
ในงานการประชุมวิชาการระดับชาติสหวิทยาการวิจัยสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (SAU
NATIONAL INTERDISCIPINARY CONFERENCES 2014) ณ โรงแรมโฟร์วิงส์
สุขุมวิท26 เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2557
โดยได้รับเกียรติให้ทำหน้าที่เป็น SESSION CHAIR ในหัวข้อเรื่องเกี่ยวกับ PUBLIC ADMINISTRATION
Posted in mpa12
วันพฤหัสบดีที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2556
คำคม MPA 12 sau
Posted by Unknown on 22:52
ขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านอย่างสูง ที่ท่านได้กรุณาดูแลและพร่ำสอนพวกเราอย่างดีที่สุด จนลูกศิษย์ทุกคนประสบความสำเร็จตามเจตนารมณ์ของทุกคน ความรู้ที่พวกเราได้รับจากอาจารย์นั้น พวกเราจะได้นำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและสังคม และที่สำคัญที่สุด "จะไม่นำความรู้ไปคดโกงใคร"
นายสมศักดิ์ อภิวิรุฬทรัพย์ รองประธาน MPA 12
Posted in mpa12
MPA 12 รับปริญญา 2556
Posted by Unknown on 03:17
และแล้วก็มาถึงวันที่ทุกๆคนใน MPA.12 รอคอย ผมในฐานะประธานของรุ่น ขอกราบขอบพระคุณ อาจารย์ทุกๆท่านในบัณฑิตวิทยาลั
นายกฤษดา ลิ้มสง่า ประธาน MPA 12
Posted in mpa12
วันพุธที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2556
วันศุกร์ที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2556
สมเด็จพระสังฆราชฯ สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 19.30 น. พระชันษา 100 ปี
Posted by Unknown on 05:30
สมเด็จพระสังฆราชฯ สิ้นพระชนม์ เมื่อเวลา 19.30 น. พระชันษา 100 ปี

พระประวัติสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก (สุวัฑฒนมหาเถระ) มีพระนามเดิมว่า เจริญ นามสกุล คชวัตร ทรงมีพระชาติภูมิ ณ จังหวัดกาญจนบุรี เมื่อวันที่ 3ตุลาคม พุทธศักราช 2456 ทรงบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อพระชนมายุ 14๑๔ พรรษา ณ วัดเทวสังฆาราม กาญจนบุรี แล้วเข้ามาอยู่ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ วัดบวรนิเวศวิหาร จนพระชนมายุครบอุปสมบท และทรงอุปสมบท ณ วัดบวรนิเวศวิหาร เมื่อวันที่ 15กุมภาพันธ์ 2476 โดยสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวง วชิรญาณวงศ์ ทรงเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้ประทับอยู่ศึกษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร ตลอดมาจนกระทั่งสอบได้เป็นเปรียญธรรม 9 ประโยค เมื่อ พุทธศักราช 2484 เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงดำรงสมณศักดิ์มาโดยลำดับดังนี้ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ พระราชาคณะชั้นราช และพระราชาคณะชั้นเทพ ในราชทินนามที่ พระโศภณคณาภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นธรรมที่ พระธรรมวราภรณ์ ทรงเป็นพระราชาคณะชั้นเจ้าคณะรองที่ พระสาสนโสภณ ทรงเป็นสมเด็จพระราชาคณะที่ สมเด็จพระญาณสังวร และทรงได้รับพระราชทานสถาปนาเป็น สมเด็จพระสังฆราช ในราชทินนามที่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2532 นับเป็นสมเด็จพระสังฆราช พระองค์ที่ 19แห่งกรุงรัตนโกสินทร์

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงเป็นผู้ใคร่ในการศึกษา ทรงมีพระอัธยาศัยใฝ่รู้ใฝ่เรียนมาตั้งแต่ทรงเป็นพระเปรียญ โดยเฉพาะในด้านภาษา ทรงศึกษาภาษาต่าง ๆ เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน จีน และ สันสกฤต จนสามารถใช้ประโยชน์ได้เป็นอย่างดี กระทั่งเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราชเจ้า กรมหลวงวชิรญาณวงศ์ พระอุปัชฌาย์ของพระองค์ทรงเห็นว่า จะเพลินในการศึกษามากไป วันหนึ่งทรงเตือนว่า ควรทำกรรมฐานเสียบ้าง เป็นเหตุให้พระองค์ทรงเริ่มทำกรรมฐานมาแต่บัดนั้น และทำตลอดมาอย่างต่อเนื่อง จึงทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงภูมิธรรมทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติ
เนื่องจากทรงรอบรู้ภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาอังกฤษเป็นอย่างดี จึงทรงศึกษาหาความรู้สมัยใหม่ด้วยการอ่านหนังสือภาษาอังกฤษ ทั้งทางคดีโลกและคดีธรรม เป็นเหตุให้ทรงมีทัศนะกว้างขวาง ทันต่อเหตุการณ์บ้านเมือง ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการสั่งสอนและเผยแผ่พระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก เป็นเหตุให้ทรงนิพนธ์หนังสือทางพระพุทธศาสนาได้อย่างสมสมัย เหมาะแก่บุคคลและสถานการณ์ในยุคปัจจุบัน และทรงสั่งสอนพระพุทธศาสนาทั้งแก่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ
ใน ด้านการศึกษา ได้ทรงมีพระดำริทางการศึกษาที่กว้างไกล ทรงมีส่วนร่วมในการก่อตั้งมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งแรกของไทย คือมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัยมาแต่ต้น ทรงริเริ่มให้มีสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรก เพื่อฝึกอบรมพระธรรมทูตไทยที่จะไปปฏิบัติศาสนกิจในต่างประเทศ
ทรงเป็นพระมหาเถระไทยรูปแรกที่ได้ดำเนินงานพระธรรมทูตในต่างประเทศอย่าง เป็นรูปธรรม โดยเริ่มจากทรงเป็นประธานกรรมการอำนวยการสำนักฝึกอบรมพระธรรมทูตไปต่าง ประเทศเป็นรูปแรก เสด็จไปเป็นประธานสงฆ์ในพิธีเปิดวัดไทยแห่งแรกในทวีปยุโรป คือวัดพุทธปทีป ณ กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ทรงนำพระพุทธศาสนาเถรวาทไปสู่ทวีปออสเตรเลียเป็นครั้งแรก โดยการสร้างวัดพุทธรังษีขึ้น ณ นครซิดนีย์ ทรงให้กำเนิดคณะสงฆ์เถรวาทขึ้นในประเทศอินโดนีเซีย ทรงช่วยฟื้นฟูพระพุทธศาสนาเถรวาทในประเทศเนปาล โดยเสด็จไปให้การบรรพชาแก่ศากยะกุลบุตรในประเทศเนปาลเป็นครั้งแรก ทำให้ประเพณีการบวชฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งหนึ่งในเนปาลยุคปัจจุบัน ทรงเจริญศาสนไมตรีกับองค์ทะไล ลามะ กระทั่งเป็นที่ทรงคุ้นเคยและได้วิสาสะกันหลายครั้ง และทรงเป็นพระประมุขแห่งศาสนจักรพระองค์แรกที่ได้รับทูลเชิญให้เสด็จเยือน สาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างเป็นทางการในประวัติศาสตร์จีน

เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจทั้งภายในประเทศและต่างประเทศเป็นเอนกประการ ทรงเป็นนักวิชาการและนักวิเคราะห์ธรรมตามหลักการของพระพุทธศาสนา ที่เรียกว่า ธัมมวิจยะ หรือธัมมวิจัย เพื่อแสดงให้เห็นว่า พุทธธรรมนั้นสามารถประยุกต์ใช้กับกิจกรรมของชีวิตได้ทุกระดับ ตั้งแต่ระดับพื้นฐานไปจนถึงระดับสูงสุด ทรงมีผลงานด้านพระนิพนธ์ทั้งที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษจำนวนกว่า 100 เรื่อง ประกอบด้วยพระนิพนธ์แสดงคำสอนทางพระพุทธศาสนาทั้งระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง รวมถึงความเรียงเชิงศาสนคดีอีกจำนวนมาก ซึ่งล้วนมีคุณค่าควรแก่การศึกษา สถาบันการศึกษาของชาติหลายแห่งตระหนักถึงพระปรีชาสามารถและคุณค่าแห่งงานพระ นิพนธ์ ตลอดถึงพระกรณียกิจที่ทรงปฏิบัติ จึงได้ทูลถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์เป็นการเทิดพระเกียรติหลายสาขา
นอกจากพระกรณียกิจตามหน้าที่ตำแหน่งแล้ว เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ยังได้ทรงปฏิบัติหน้าที่พิเศษ อันมีความสำคัญยิ่งอีกหลายวาระ กล่าวคือ ทรงเป็นพระอภิบาลในพระภิกษุพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน เมื่อครั้งเสด็จออกทรงพระผนวช เมื่อพุทธศักราช 2499 พร้อมทั้งทรงถวายความรู้ในพระธรรมวินัยตลอดระยะเวลาแห่งการทรงพระผนวช ทรงเป็นพระราชกรรมวาจาจารย์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร เมื่อครั้งเสด็จออกทรงผนวชเป็นพระภิกษุ เมื่อพุทธศักราช 2521
เจ้าพระคุณสมเด็จพระญาณสังวร ทรงดำรงตำแหน่งหน้าที่สำคัญทางการคณะสงฆ์ในด้านต่าง ๆ มาเป็นลำดับ เป็นเหตุให้ทรงปฏิบัติพระกรณียกิจเป็นประโยชน์ต่อพระศาสนา ประเทศชาติ และประชาชน เป็นเอนกประการ นับได้ว่าทรงเป็นพระมหาเถระที่ทรงเพียบพร้อมด้วยอัตตสมบัติและปรหิตปฏิบัติ และทรงเป็นครุฐานียบุคคลของชาติ ทั้งในด้านพุทธจักรและอาณาจักร


Posted in mpa12
วันพุธที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2556
5 เทคนิค “ปลุกยักษ์” ในตัวคุณ
Posted by Unknown on 03:35
ยังไม่ทันที่งานใหญ่จะเริ่มต้นขึ้น หลายคนก็พร่ำบอกตัวเองแล้วว่า “ฉันทำไม่ได้” “ฉันต้องทำไม่สำเร็จแน่ๆ” ทั้งๆที่ความจริงแล้วมนุษย์ทุกคนล้วนมี “ยักษ์” หรือศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ซ่อนอยู่ในตัวเอง ทว่าที่ผ่านมาเรากลับใช้ศักยภาพที่มีอยู่กันไม่ถึง 7 เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำไป และในเมื่อมนุษย์เรามียักษ์ที่หลับใหลอยู่ในจิตใต้สำนึกเช่นนี้ จึงขอชวนคุณมาเรียนรู้เทคนิคในการปลุกยักษ์ เพื่อให้คุณได้ดึงศักยภาพที่ซ่อนอยู่ภายในมาใช้ได้อย่างเกินร้อย
1. ส่องกระจกดูตัวเอง
ก่อน ที่เราจะปลุกยักษ์ที่หลับใหลให้ตื่นขึ้นมาได้ สิ่งแรกที่ต้องทำก็คือ การสำรวจตัวเอง จำไว้ว่าการจะเปลี่ยนแปลงสิ่งหนึ่งสิ่งใดได้นั้น ไม่ได้เกิดจากสิ่งแวดล้อมหรือคนรอบข้าง แต่การเปลี่ยนแปลงต้องเริ่มจากตัวเราเองเป็นสำคัญ เริ่มจากการสำรวจดูตัวเองเสียใหม่ว่าจริงๆ แล้วเราเป็นคนอย่างไร มีข้อดี ข้อเสียอะไรบ้าง
เมื่อรู้จักตัวเองมากขึ้นแล้ว ก็ให้ถามใจตัวเองดูว่า เราต้องการเป็นอย่างไร แล้วลุกขึ้นมาบอกกับตัวเองดังๆ ว่า “ฉันจะ เป็นคนใหม่ต่อไปนี้จะไม่เป็นอย่างเดิมอีกแล้ว”
เคล็ดลับ : ยอมรับความ จริง
ใน ขั้นตอนการสำรวจตัวเองนั้น เราต้องยืดอก ลุกขึ้นมายอมรับความจริงว่า เรามีข้อเสียอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง เช่น เราเป็นคนอ่อนแอ ขี้กลัว จับจด ไม่มุ่งมั่น ในชีวิตไม่เคยทำอะไรสำเร็จ บางคนสำรวจตัวเองก็จริง แต่หากไม่ยอมรับว่าตนเองมีข้อด้อยที่ต้องแก้ไข ก็จะไม่สามารถเปลี่ยนข้อด้อยเหล่านั้นให้กลายมาเป็นข้อดีได้เลย
2. บริหารกายผ่อนคลายใจ
เมื่อ พบข้อดีข้อด้อยข้อตัวเองแล้ว ก่อนที่เราจะเริ่มกระบวนการดึงศักยภาพขึ้นมาใช้ เราต้องเตรียมร่างกายและจิตใจให้พร้อมเสียก่อน เพราะอย่าลืมว่า ร่างกาย และจิตใจย่อมส่งผลถึงกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถ้าวันไหนร่างกายอ่อนแอ จิตใจก็จะป่วยตามไปด้วย หรือหากวันไหนจิตใจเครียด หงุดหงิด หัวสมองก็มักจะพลอยคิดอะไรไม่ออกเอาเสียดื้อๆ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดจะควบคุมจิตใจและร่างกายให้อยู่ในสภาพที่พร้อมเสมอก็ คือ การออกกำลังกายควบคู่ไปกับการหมั่นฝึกหายใจเข้า-ออกอย่างมีสตินั่นเอง
เคล็ดลับ : เทคนิคเพิ่มพลังยามเช้า
ทัน ที่ที่ตื่นนอน ให้ใช้นิ้วโป้งแตะนิ้วชี้พร้อมออกแรงกด แล้วหายใจเข้าทางจมูกลึกๆ นัก 1-4 จากนั้นหายใจออกทางปาก ทำทั้งหมด 4 ครั้งแล้วสลับนิ้วโป้งแตะนิ้วกลาง นิ้วนาง และนิ้วก้อยตามลำดับ ทำแบบนี้ทุกเช้า วันละประมาณ 5 นาที การกดหรือบีบปลายนิ้วจะช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบประสาทให้ตื่นตัว พร้อมรับมือกับทุกสถานการณ์ ส่วนการหายใจเข้า-ออกลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายนำออกซิเจนไปเลี้ยงเซลล์ต่างๆ ได้ดีขึ้น
3. โปรแกรมตัวเองเสียใหม่
ใครที่เคยเฝ้าบอกตัวเองว่า “ฉันทำไม่ได้” ให้หยุดความคิดเหล่านั้นแล้วใส่โปรแกรมลงไปเสียใหม่ว่า “ฉันทำได้” “ฉันเชื่อมั่น” “ฉันเป็นคนขยัน” โดยอาจจะพูดในใจหรือพูดออกมาดังๆ หน้ากระจกก็ได้ การพูดแต่สิ่งดีๆ นอกจากจะเป็นการให้กำลังใจตัวเองอย่างหนึ่งแล้ว การที่เราคิด พูดหรือทำอะไรบ่อยๆ ยังช่วยโปรแกรมสมองและจิตใต้สำนึกให้เป็นไปอย่างที่ใจเราคิดโดยอัตโนมัติอีก ด้วย
เคล็ดลับ : สิ่งที่ใส่เข้าไป = สิ่งที่ออกมา
“สิ่งที่ ใส่เข้าไป = สิ่งที่ออกมา” คือหลักการทำงานง่ายๆ ของสมองและจิตใต้สำนึก ดังนั้นถ้าคุณต้องการผลลัพธ์ในแบบใด ก็ให้ใส่สิ่งนั้นเข้าไป เช่น หากคุณอยากจะเป็นคนเก่ง ก็ให้พูดกับตัวเองบ่อยๆ ว่า “ฉันเป็นคนเก่ง” แทนที่จะพูดว่า “ฉันอยากจะเป็นคนเก่ง” เพราะการพูดว่า “ฉันอยาก..” จะทำให้จิตใต้สำนึกคิดว่าเรายังไม่มีสิ่งนั้น
4. อย่ารีรอที่จะลงมือทำ
หลัง จากที่เราโปรแกรมตัวเองให้มีจิตใจแข็งแกร่งแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่สำคัญมากและขาดไม่ได้เลยก็คือ อย่ากลัวที่จะลงมือทำ เพราะหากเราไม่กล้าลงมือทำ เราก็คงไม่รู้หรอกว่าเรามีความศักยภาพมากแค่ไหน และหากเราเจอปัญหาแล้วหนี เราก็จะไม่มีทางรู้ได้เลยว่า แท้จริงแล้ว ทุกปัญหามีทางออกเสมอ ดังนั้นใครที่ตัดสินใจแน่วแน่แล้ว จะปลุกยักษ์ในตัวเองให้ตื่นขึ้น จึงต้องรีบสลัดความกลัวทิ้งไป และลุกขึ้นมานับ 1...2...3.. แล้วลุยทันทีกับทุกเรื่อง
เคล็ดลับ : “กล้า” ที่จะตื่นเช้า
อีก เทคนิคที่จะฝึกความกล้าได้เป็นอย่างดีก็คือ การตั้งนาฬิกาปลุกตอนหกโมงเช้า และเมื่อได้ยินเสียงนาฬิกาปลุกก็ให้ลุกขึ้นจากที่นอนทันที และห้ามบิดขี้เกียจอีกต่อไป วิธีนี้ฟังเผินๆ อาจจะดูง่าย แต่เชื่อไหมว่า การลุกจากเตียงขณะที่คุณกำลังนอนฝันอยู่ใต้ผ้าห่มอันอบอุ่นนั้นเป็นสิ่งที่ ยากที่สุดแล้ว ดังนั้นหากคุณสามารถเอาชนะใจของตัวเองได้ทุกๆ เช้า งานใหญ่ก็จะกลายเป็นเรื่องกล้วยๆ ไปอย่างไม่ต้องสงสัย
5. ให้รางวัลกับความสำเร็จ
เทคนิค ที่จะขาดไม่ได้ในการกระตุ้นศักยภาพของตนเองก็คือ การฉลองความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆ เช่น ทำงานเสร็จ คิดไอเดียใหม่ออก หรือแม้กระทั่งขายสินค้าได้ 1 ชิ้น ทุกครั้งที่เราทำอะไรสำเร็จ ให้เราให้รางวัลแก่ตนเองด้วยการกำหนดแน่นๆ แล้วออกเสียง “ YES! ” ดังๆ (หรือใครจะแอบกรี๊ดเบาๆ ก็ไม่ว่ากัน) พร้อมย้ำกับตัวเองอีกครั้งว่า “ฉันทำได้”
การให้กำลังใจตนเองเช่นนี้บ่อยๆ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยปลุกยักษ์ที่เคยหลับใหลอยู่ในจิตใต้สำนึกของคุณมานาน แสนนานให้ตื่นขึ้นมา
เมื่อยักษ์ในตัวคุณตื่นขึ้นแล้ว คุณจะรู้ทันทีเลยว่า การใช้ชีวิตด้วยศักยภาพที่เต็มเปี่ยมนั้นมหัศจรรย์เพียงใด
เรื่องโดย คุณศรัณยู นกแก้ว
บทความคัดลอก
https://www.google.co.th/search?newwindow=1&site=&source=hp&q=%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B9%8C+%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%9E%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%87%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%95%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B8%84%E0%B8%B8%E0%B8%93&oq=%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B8%E0%B8%81%E0%B8%A2%E0%B8%B1%E0%B8%81+&gs_l=hp.1.0.0i13l10.3448.14158.0.19610.20.15.5.0.0.0.393.3339.1j3j1j8.13.0.ckfns%2Ckfns%3D800...0...1.1.27.hp..8.12.1896.M1hGgXMGm8A
Posted in mpa12
วันพุธที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2556
วางแผนการตลาดโดยใช้ 4P
Posted by Unknown on 01:53
ปกติการวางแผนการตลาดโดยใช้ 4P กลยุทธ์ทางการตลาดนั้นมีอยู่มากมาย แต่ที่เป็นที่รู้จัก และเป็นพื้นฐานที่สุดก็คือการ ใช้ 4P (Product Price Place Promotion) ซึ่งหลักการใช้คือการวางแผนในแต่ละส่วนให้เข้ากัน และเป็นที่ต้องการของกลุ่ม เป้าหมายที่เราเลือกเอาไว้ให้มากที่สุด ในบางธุรกิจอาจจะไม่สามารถปรับเปลี่ยน ทั้ง 4P ได้ทั้งหมดในระยะสั้นก็ไม่เป็นไรเพราะ เรา สามารถ ค่อยๆปรับกลยุทธ์จนได้ ส่วนผสมทางการตลาดได้เหมาะสมที่สุด ( 4P อาจจะเรียกว่า marketing mix) เราลองมา ดูกันทีละส่วน
1. Product ก็คือสินค้าหรือบริการที่เราจะเสนอให้กับลูกค้า แนวทางการกำหนดตัว product ให้เหมาะสมก็ต้องดูว่ากลุ่มเป้า หมายต้องการอะไร เช่นต้องการน้ำผลไม้ที่ สะอาด สด ในบรรจุภัณฑ์ถือสะดวก โดยไม่สนรสชาติ เราก็ต้องทำตามที่ลูกค้าต้องการ ไม่ใช่ว่าเราชอบหวานก็จะพยายามใส่น้ำตาลเข้าไป แต่โดยทั่วไปแนวทางที่จะทำสินค้าให้ขายได้มีอยู่สองอย่างคือ
1.1 สินค้าที่มีความแตกต่าง โดยการสร้างความแตกต่างนั้น จะต้องเป็นสิ่งที่ลูกค้าสามารถสัมผัสได้จริงว่าต่างกันและ ลูกค้าตระหนักและชอบในแนวทางนี้ เช่นคุณสมบัติพิเศษ รูปลักษณ์ การใช้งาน ความปลอดภัย ความคงทนโดยกลุ่มลูก ค้าที่เราจะจับก็จะเป็นลูกค้าที่ไม่มีการแข่งขันมาก (niche market)
1.2 สินค้าที่มีราคาต่ำนั่นคือการยอมลดคุณภาพในบางด้านที่ไม่สำคัญลงไป เช่นสินค้าที่ผลิตจากจีน จะมีคุณภาพไม่ดี นักพอใช้งานได้ แต่ถูกมากๆหรือ สินค้าที่เลียนแบบแบรนด์ดังๆ ในซุปเปอร์สโตรต่างๆ จริงๆแล้วสำหรับนักธุรกิจมือ ใหม่ควรเลือกในแนวทาง สร้างความแตกต่างมากกว่า การเป็นสินค้าราคาถูกเพราะ หากเป็นด้านการผลิตแล้วรายใหญ่ จะมีต้นทุนการผลิตที่ถูกกว่ารายย่อย แต่หากเป็นด้านบริการ เราอาจจะเริ่มต้นที่ราคาถูกก่อน แล้วค่อยๆ หาตลาดที่ราย ใหญ่ไม่สนใจ
2. Price ราคาเป็นสิ่งที่ค่อนข้างสำคัญในการตลาด แต่ไม่ใช่ว่า คิดอะไรไม่ออกก็ลดราคาอย่างเดียวเพราะการลดราคาสินค้า อาจจะไม่ได้ช่วยให้การขายดีขึ้นได้ หากปัญหาอื่นๆยังไม่ได้รับการแก้ไข การตั้งราคาในที่นี้จะเป็นการตั้งราคาให้เหมาะสมกับ ผลิตภัณฑ์ และกลุ่มเป้าหมายของเรา เช่นหากเราขายน้ำผลไม้ที่จตุจักร ราคาอาจจะต้องถูกหน่อย แต่หากขายที่สยาม หากตั้ง ราคาถูกไปเช่น 10 บาท กลุ่มที่เป็นเป้าหมายอยากให้ซื้ออาจจะไม่ซื้อ แต่คนที่ซื้ออาจจะเป็นคนอีกกลุ่มซึ่งมีน้อยกว่า และไม่คุ้ม ที่จะขายแบบนี้ในสยาม ยิ่งไปกว่านั้นหากราคา และรูปลักษณ์สินค้าไม่เข้ากันลูกค้าก็จะเกิดความข้องใจและอาจจะกังวลที่จะซื้อ เพราะราคาคือตัวบ่งบอกภาพลักษณ์ของสินค้าที่สำคัญที่สุด อย่างไรก็ตาม ในด้านการทำธุรกิจขนาดย่อมแล้ว ราคาที่เราต้องการ อาจไม่ได้คิดอะไรลึกซึ้งขนาดนั้น แต่จะมองกันในเรื่องของตัวเลข ซึ่งจะมีวิธีกำหนดราคาง่ายต่างๆดังนี้
2.1 กำหนดราคาตามลูกค้า คือการกำหนดราคาตามที่เราคิดว่า ลูกค้าจะเต็มใจจ่าย ซึ่งอาจจะได้มาจากการทำสำรวจ หรือแบบสอบถาม
2.2 กำหนดราคาตามตลาด คือการกำหนดราคาตามคู่แข่งในตลาด ซึ่งอาจจะต่ำมากจนเราจะมีกำไรน้อยดังนั้นหาก เรา คิด ที่จะกำหนดราคาตามตลาด เราอาจจะต้องมานั่งคิดคำนวณย้อนกลับว่า ต้นทุนสินค้าควร เป็นเท่าไรเพื่อจะได้กำ ไร ตามที่ตั้งเป้า แล้วมาหาทางลดต้นทุนลง
2.3 กำหนดราคาตามต้นทุน+กำไร วิธีนี้เป็นการคำนวณว่าต้นทุนของเราอยู่ที่เท่าใด แล้วบวกค่าขนส่ง ค่าแรงของเรา บวกกำไร จึงได้มาซึ่งราคา แต่หากราคาที่ได้มาสูงมาก เราอาจจำเป็นต้องมีการทำประชาสัมพันธ์ หรือปรับภาพลักษณ์ ให้เข้ากับราคานั้น
3. Place คือวิธีการนำสินค้าไปสู่มือของลูกค้า หากเป็นสินค้าที่จะขายไปหลายๆแห่ง วิธีการขายหรือการกระจายสินค้าจะมีความ สำคัญมาก หลักของการเลือกวิธีกระจายสินค้านั้นไม่ใช่ขายให้มากสถานที่ที่สุดจะดีเสมอ เพราะมันขึ้นอยู่กับว่า สินค้าของท่านคือ อะไร และกลุ่มเป้าหมายท่านคือใคร เช่นของใช้ในระดับบน ควรจะจำกัดการขายไม่ให้มีมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้เสียภาพลักษณ์ได้สิ่งที่เราควรจะคำนึงอีกอย่างของวิธีการกระจายสินค้าคือต้นทุนการกระจายสินค้า เช่นการขายสินค้าใน 7-eleven อาจจะ กระจายได้ทั่วถึง แต่อาจจะมีต้นทุนที่สูงกว่า หากจะกล่าวถึงธุรกิจที่เป็นการขายหน้าร้าน Place ในที่นี้ก็คือ ทำเล ซึ่งก็ควรเลือกที่ ให้เหมาะสมกับสินค้าของเราเช่นกัน อย่าง มาบุญครองกับ สยามเซ็นเตอร์ จะมีกลุ่มคนเดินที่ต่างออกไปและลักษณะสินค้าและ ราคาก็ไม่เหมือนกันด้วยทั้งๆที่ตั้งอยู่ใกล้กัน ท่านควรขายที่ใดก็ต้องพิจารณาตามลักษณะสินค้า
4. Promotion คือการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อบอกลูกค้าถึงลักษณะสินค้าของเรา เช่นโฆษณาในสื่อต่างๆ หรือการทำกิจกรรม ที่ทำให้คนมาซื้อสินค้าของเรา เช่นการทำการลดราคาประจำปี หากจะพูดในแง่ของธุรกิจขนาดย่อม การโฆษณาอาจจะเป็นสิ่งที่เกินความจำเป็นเพราะจะต้องใช้เงิน จะมากหรือน้อยก็ ขึ้นกับ ช่องทางที่เราจะใช้ ที่จะดีและอาจจะฟรีคือ สื่ออินเตอร์เนต ซึ่งมีผู้ใช้เพิ่มจำนวนขึ้นมากในแต่ละปี สื่ออื่นๆที่ถูกๆ ก็จะเป็นพวก ใบปลิว โปสเตอร์ หากเป็นสื่อท้องถิ่นก็จะมี รถแห่ วิทยุท้องถิ่น หนังสือพิมพ์ท้องถิ่น วิธีในการเลือกสื่อนอกจากจะดูเรื่องค่าใช้จ่าย แล้วควรดูเรื่องการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายด้วย เช่นหากจะโฆษณาให้กลุ่มผู้ใหญ่ โดยเลือกสื่ออินเตอร์เนต(เพราะฟรี) ก็อาจจะเลือก เวบไซต์ที่ผู้ใหญ่เล่น ไม่ใช้เวบที่วัยรุ่นเข้ามาคุยกัน เป็นต้น
คัดลอกจาก
www.nanosoft.co.th/maktip01.htm
Posted in mpa12
วันอังคารที่ 24 กันยายน พ.ศ. 2556
หนี้สาธารณะ
Posted by Unknown on 05:58
ความหมายของหนี้สาธารณะของรัฐบาลไทย
หนี้สาธารณะ (Public Debt) หรือหนี้ของรัฐบาล (government Deb) หมายถึงหนี้สินที่รัฐบาลก่อขึ้นเพื่อนำมาใช้จ่ายในกิจการของรัฐบาล และที่อยู่ในรูปของสัญญาใช้เงินที่รัฐบาลให้ไว้แก่ผู้ที่รัฐบาลกู้ยืม ว่ารัฐบาลจะจ่ายยืนเงินต้นที่กู้มาพร้อมทั้งดอกเบี้ยจำนวนหนึ่ง เมื่อครบกำหนดเวลาตามสัญญา
การก่อหนี้สาธารณะหรือการกู้ยืมเงินมาใช้จ่ายก็คือ การเลื่อนเวลาการใช้เงินที่ได้รับจากรายได้ประเภทต่างๆของรัฐบาลในอนาคต ทั้งนี้อาจเป็นเพราะรัฐบาลมีเงินไม่เพียงพอหรือเหตุผลทางเศรษฐกิจอื่นๆ ซึ่งในที่สุดรัฐบาลก็ต้องนำเอาเงินที่ได้มาจากการหารายได้ของรัฐบาลจากแหล่งภาษีอากร การขายหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินและบริการของรัฐบาล มาใช้หนี้สินที่กู้ยืมมา
ความสำคัญของหนี้สาธารณะ
รายได้ส่วนใหญ่ของรัฐบาลมาจากการเก็บภาษี รัฐบาลจะหารายได้ด้วยการเก็บภาษีอากรต่างๆจากประชาชน เช่น เก็บภาษีเงินได้จากบุคคลธรรมดา
วัตถุประสงค์ของการก่อหนี้สาธารณะ
รัฐบาลก็เหมือนประชาชนทั่วไปที่จะต้องมีเงินเอาไว้ใช้จ่าย บางครั้งเมื่อมีเงินไม่พอก็จำเป็นต้องกู้เงินมาใช้จ่ายในกิจการต่างๆโดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาการออมในประเทศอยู่ในระดับต่ำ การสะสมทุนมีน้อย ในขณะความต้องการใช้ปัจจัยทุนเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศมีมากการขาดแคลนเงินทุนเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจึงแสวงหาเงินทุนมาใช้จ่าย เพื่อดำเนินการในโครงการต่างๆเพื่อให้ประชาชนมีความกินดีอยู่ดีเงินที่รัฐบาลกู้มาโดยทั่วไปก็จะนำไปใช้จ่ายดังต่อไปนี้
หนี้สาธารณะ และนโยบายการคลังมองมุมใหม่ : ดร.สมชัย สัจจพงษ์ คอลัมน์ กรุงเทพธุรกิจ วันที่ 19 ธันวาคม 2545 หน้า 2
ในภาวะเศรษฐกิจปกติ และในประเทศทุนนิยมประชาธิปไตย ภาคเอกชนจะเป็นผู้นำในการกระตุ้น และพัฒนาเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่ควรจะเป็นผู้นำในการกระตุ้นเศรษฐกิจ และชี้นำว่า จะให้เศรษฐกิจเดินทางไปในทิศทางใด หากรัฐบาลทำตัวเป็นผู้นำหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยให้ภาคเอกชนนั่งตาปริบๆ ดำเนินการตามทางที่รัฐบาลได้กำหนดไว้ ประเทศนั้นน่าจะมีลักษณะของการปกครองในระบบสังคมนิยม หรือคอมมิวนิสต์ มากกว่า อย่างไรก็ตาม หากภาวะเศรษฐกิจของประเทศนั้นอยู่ในภาวะไม่ปกติ หรือเข้าขั้นวิกฤติ การที่ภาคเอกชนจะทำหน้าที่ผู้นำหลักในการนำพาเศรษฐกิจจึงเกิดขึ้นได้ยาก เนื่องจากในภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเกิดการล้มหายตายจากของภาคเอกชนจำนวนมาก เศรษฐกิจอยู่ในภาวะตกต่ำ และมีการว่างงานสูง ดังนั้น ในภาวการณ์เช่นนี้ใครควรที่จะมีหน้าที่หลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจแทนภาคเอกชน คำตอบคงหลีกไม่พ้นรัฐบาล สถานการณ์ข้างต้นเกิดขึ้นในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2540 ซึ่งเป็นปีที่เราเกิดวิกฤติเศรษฐกิจ จนต้องเข้าไปขอรับความช่วยเหลือจากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ซึ่งผมขอล้อเล่นว่า IMF เป็น International Mother and Father ของประเทศไทย ภาคเอกชนของไทยได้รับอานิสงส์จากพิษเศรษฐกิจกันถ้วนหน้า ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยหดตัวอย่างรุนแรง และรัฐบาลต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการชุบชีวิตให้กับเศรษฐกิจไทย โดยเป็นผู้นำหลักแทนภาคเอกชนในการฟื้นฟู และกระตุ้นเศรษฐกิจให้กลับมาสู่ภาวะปกติโดยเร็ว เมื่อรัฐบาลต้องเข้ามาทำหน้าที่ในการกระตุ้นเศรษฐกิจแทนภาคเอกชน รัฐบาลต้องเลือกนโยบายเศรษฐกิจที่มีประสิทธิผล ซึ่งในทางปฏิบัติมีนโยบายเศรษฐกิจสำคัญๆ อยู่ 2 นโยบาย ได้แก่ นโยบายการเงิน และนโยบายการคลัง
รัฐบาลโดยธนาคารแห่งประเทศไทย คงไม่สามารถที่จะพึ่งพานโยบายการเงินเป็นหลักในการกระตุ้นเศรษฐกิจได้ ตราบใดถ้าแฟนพันธุ์แท้ (สถาบันการเงินเอกชน) ของนโยบายการเงิน ซึ่งเป็นตัวส่งผ่านแรงกระตุ้นทางการเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจยังอ่อนเปลี้ยเสียขาอยู่ และยังไม่สามารถทำหน้าที่ตามปกติที่พึงทำของธนาคารพาณิชย์ได้ ดังนั้น รัฐบาลจึงไม่มีทางเลือกด้านนโยบายเพราะเหลืออยู่ทางเลือกเดียว ได้แก่ นโยบายการคลัง เมื่อรัฐบาลต้องใช้นโยบายการคลังในการกระตุ้นเศรษฐกิจ การทำนโยบายการคลังแบบขาดดุล จึงเป็นสิ่งจำเป็น และต้องทำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
นับตั้งแต่เกิดวิกฤติจนถึงปัจจุบัน รัฐบาลได้ใช้นโยบายการคลังแบบขาดดุลในการฟื้นคืนชีพเศรษฐกิจไทยมาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว การที่รัฐบาลได้ดำเนินนโยบายการคลังเช่นนี้ ทำให้มีความกังวลว่า อาจจะก่อให้เกิดวิกฤติทางการคลังได้ เนื่องจากการขาดดุลการคลังเป็นเวลานานๆ เป็นการก่อหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนประเทศไม่สามารถรองรับได้ อย่างไรก็ตาม ผมขอชี้แจงเกี่ยวกับประเด็นนี้ว่า การขาดดุลการคลังจะก่อให้เกิดการสร้างหนี้นั้นจริง แต่การขาดดุลการคลังจะก่อให้เกิดวิกฤติการคลังนั้นไม่จริงเสมอไป เรามักจะพิจารณาเกี่ยวกับเรื่องหนี้สาธารณะเพียงด้านเดียว คือ ด้านต้นทุนที่มีต่อประเทศจากการสร้างหนี้ หากจะให้ยุติธรรมกับรัฐบาล เราต้องคิดว่ารัฐบาลได้สร้างหนี้สาธารณะ เพื่อการฟื้นฟูหรือการกระตุ้นเศรษฐกิจ รัฐบาลไม่ได้สร้างหนี้สาธารณะขึ้นมาเพื่อความสะใจ การวัดผลสัมฤทธิ์ของการกระตุ้นเศรษฐกิจดังกล่าว โดยมาตรฐานสากลแล้วจะวัดจากการเติบโตของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP)
ดังนั้น หากสมมติว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลการคลัง และสร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นร้อยละ 5 และทำให้ GDP ขยายตัวมากกว่าร้อยละ 5 การสร้างหนี้สาธารณะในระดับดังกล่าวถือว่า ยอมรับได้ และไม่เป็นเหตุที่จะทำให้เกิดวิกฤติการคลังได้ เนื่องจากการสร้างหนี้ดังกล่าวได้เพิ่มรายได้ให้กับประเทศในระดับที่สูงกว่าการสร้างหนี้ เราจึงสามารถ และมีศักยภาพในการชำระหนี้คืนได้ในอนาคต ในทางกลับกันหากรัฐบาลได้สร้างหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นในอัตราที่สูงกว่าการเพิ่มขึ้นของรายได้ของประเทศ หรือ GDP ลักษณะของการก่อหนี้เช่นนี้ไม่น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจของประเทศนั้น ดังนั้น ในการวิเคราะห์ และวิจารณ์ประเด็นด้านหนี้สาธารณะนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องวิเคราะห์ทั้งด้านต้นทุนจากการก่อหนี้ และผลประโยชน์จากการก่อหนี้ (Cost-Benefit Analysis) ไม่ใช่วิเคราะห์แต่เพียงด้านต้นทุนอย่างเดียว การดูการเปลี่ยนแปลงของสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP จึงเป็นการวิเคราะห์ด้านหนี้สาธารณะที่เหมาะสมกว่าการดูเฉพาะการเปลี่ยนแปลงหรือการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะแต่เพียงอย่างเดียว สำหรับประเทศไทยนั้น สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP ได้ถึงจุดสูงสุดไปแล้วเมื่อปี 2544 และขณะนี้สัดส่วนนี้ได้มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ จนคาดว่าจะอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ 50 ในปีงบประมาณ 2550-2551 การที่สัดส่วนของหนี้สาธารณะต่อ GDP ของไทยได้ลดลงแสดงถึงการที่หนี้สาธารณะที่รัฐบาลได้สร้างนั้นสามารถสร้างรายได้หรือ GDP ให้กับประเทศได้มากกว่าการเพิ่มขึ้นของหนี้สาธารณะ การสร้างหนี้สาธารณะของรัฐบาลนี้จึงเป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ ไม่ใช่จะเป็นเหตุผลการเกิดวิกฤติการคลังหรือวิกฤติของเศรษฐกิจในอนาคต
อย่างไรก็ตาม หากเรามาพิจารณาองค์ประกอบของหนี้สาธารณะจำนวนประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท ซึ่งประมาณ 1 ล้านล้านบาท เป็นหนี้ของรัฐวิสาหกิจนั้น เราน่าจะสบายใจขึ้น และเป็นการเหมาะสมในเชิงเศรษฐศาสตร์การคลัง เมื่อหักหนี้ของรัฐวิสาหกิจออกจากหนี้สาธารณะที่จะเป็นภาระต่องบประมาณแผ่นดิน
ทั้งนี้ เนื่องจากในประวัติศาสตร์ของไทย ไม่เคยเลยแม้แต่ปีเดียวหรือครั้งเดียวที่รัฐวิสาหกิจไทยจะไม่มีการชำระหนี้หรือเบี้ยวหนี้ รัฐวิสาหกิจไทยได้สร้างความน่าเชื่อถือด้านนี้ดีมาโดยตลอด รัฐบาลไม่เคยใช้งบประมาณแผ่นดินไปชำระหนี้แทนรัฐวิสาหกิจในกรณีมีการชักดาบหรือเบี้ยวหนี้ ดังนั้น หนี้สาธารณะที่จะเป็นภาระต่องบประมาณจึงต่ำกว่า 2.9 ล้านล้านบาทมาก อีกประเด็นหนึ่งที่อยากชี้แจงเกี่ยวกับหนี้สาธารณะ ได้แก่ การมองหนี้สาธารณะของรัฐบาลแต่เพียงด้านเดียว โดยไม่ได้มองด้านสินทรัพย์ของรัฐบาลด้วย ในขณะที่บริษัทเอกชนมีหนี้ (liabilities) บริษัทเอกชนก็มีสินทรัพย์ (assets) รัฐบาลก็เช่นเดียวกัน รัฐบาลมีหนี้ และก็มีสินทรัพย์ด้วย รัฐบาลมีหนี้สาธารณะขณะนี้ประมาณ 2.9 ล้านล้านบาท แต่รัฐบาลขณะนี้มีสินทรัพย์อยู่ไม่ต่ำกว่า 6 ล้านล้านบาท ประกอบไปด้วย ที่ดินของรัฐ 12.5 ล้านไร่ มูลค่าประมาณ 2 ล้านล้านบาท และสินทรัพย์ของรัฐวิสาหกิจอีกประมาณไม่ต่ำกว่า 4 ล้านล้านบาท
การที่วิเคราะห์กันว่า คนไทยมีหนี้ติดตัวคนละประมาณ 43,000 บาทต่อคนนั้น ต้องบอกด้วยว่า คนไทยมีสินทรัพย์ติดตัวไม่ต่ำกว่า 90,000 บาทต่อคนด้วย รัฐบาลจึงมีศักยภาพในการสร้างรายได้มาชำระหนี้ได้หากสามารถบริหารจัดการด้านสินทรัพย์ก้อนมหึมาจำนวน 6 ล้านล้านบาท นี้ได้ ลองนึกภาพว่าหากรัฐบาลสามารถบริหารสินทรัพย์ก้อนนี้ให้ได้ผลตอบแทนเพียงร้อยละ 1 รายได้จากการบริหารสินทรัพย์นี้จะมีได้ไม่ต่ำกว่า 60,000 ล้านบาท ซึ่งจะสามารถแบ่งเบาภาระของการจัดเก็บภาษีเพื่อการชำระหนี้ได้ระดับหนึ่ง ขณะนี้รัฐบาลโดยกระทรวงการคลังได้ให้ความสำคัญอย่างมากต่อการเพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารสินทรัพย์ของรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นรัฐบาลชุดแรกที่ได้ให้ความสำคัญ และเพิ่มเครื่องมือทางการคลังให้กับรัฐบาลอีกเครื่องมือหนึ่ง นอกเหนือจากเครื่องมือด้านภาษีอากร งบประมาณรายจ่าย การก่อหนี้ และบริหารหนี้สาธารณะ และการบริหารเงินคงคลังของรัฐ ซึ่งน่าจะเป็นรัฐบาลชุดแรกที่ได้ให้ความสำคัญ และเพิ่มเครื่องมือทางการคลังให้กับรัฐบาลอีกเครื่องมือหนึ่ง นอกเหนือจากเครื่องมือด้านภาษีอากร งบประมาณรายจ่าย การก่อหนี้ และบริหารหนี้สาธารณะ และการบริหารเงินคงคลัง
อ้่้่างอิง
Posted in mpa12
วันจันทร์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2556
ทฤษฎีเกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาล
Posted by Unknown on 04:52
2.3.3 ทฤษฎีเกี่ยวกับหลักธรรมาภิบาล
การนำหลักธรรมาภิบาลหรือการบริหารการจัดการที่ดีหรือการบริหารภาครัฐแนวใหม่มาประยุกต์ใช้ในการบริหารการจัดการและปฏิบัติการในองค์การนั้น มีจุดประสงค์สำคัญคือการสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้กับประชาชน โดยปัจจัยสำคัญประการแรกที่หน่วยงานภาครัฐต้องคำนึงถึงในการบริหารการจัดการเพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน ได้แก่การกำหนดนโยบายต่างๆที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ทั้งนี้องค์การที่สำคัญที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ผลดังกล่าว คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่อาศัยเพื่อให้ความรู้สึกความเป็นเจ้าของร่วมกันและมีจิตสำนึกสาธารณะที่จะสร้างสรรค์ งานพัฒนาต่างๆ ตามลักษณะของปัญหาและความต้องการ โดยในปัจจุบันนี้ประชาชนให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมกับภาครัฐมากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ตัวแทนประชาชนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมให้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งของการบริหารการจัดการตามหลักธรรมาภิบาล คือ ระบบการบริหารงานของภาครัฐต้องมีความรับผิดชอบได้โดยสาธารณะหรือตัวแทนของประชาชนทั้งด้านการใช้งบประมาณและวิธีการของการบริหารจัดการต่างๆนอกจากนี้ประชาชนควรที่ได้รับข่าวสารหรือประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินต่างๆ อย่างถูกต้องและ รวดเร็ว ทันสถานการณ์ โดยปัจจุบันประชาชนเองก็ให้ความสำคัญกับปัจจัยที่กล่าวถึงนี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมวลชน ก็นับได้ว่าเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบการบริหารงานให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นและเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนอย่างสูงสุด โดยปัจจัยที่สำคัญที่จะสนับสนุนให้ข้าราชการพร้อมให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจและทุ่มเท ได้แก่ การที่บุคคลเหล่านั้นได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนมีขวัญกำลังใจที่ดีซึ่งเกิดจากได้รับความดูแลด้านสวัสดิการค่าตอบแทนที่เหมาะสม และได้รับการส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าในสายงานตามหลักระบบคุณธรรม (ศตวรรษ พุทธาวงศ์,2551:44)
ธรรมาภิบาลอาจประกอบไปด้วยหลักการสำคัญหลายประการ แล้วแต่วัตถุประสงค์ขององค์กรที่นำมาใช้ หลักการที่มีผู้นำไปใช้เสมอคือ การมีส่วนร่วมของประชาชน การมุ่งฉันทามติ การมีสำนึกรับผิดชอบ ความโปร่งใส การตอบสนอง ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ความเท่าเทียมกันและการคำนึงถึงคนทุกกลุ่มหรือพหุภาคีและการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม แต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีนั้นได้ระบุไว้ 6 หลักการดังกล่าวมาแล้วและกลายเป็นหลักการสำคัญที่มีการนำมาใช้ในประเทศไทยอย่างกว้างขวางอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ก็มีคำถามว่าหลักการต่างๆนี้หมายถึงอะไร แล้วจะทราบได้อย่างไร
ว่ามีธรรมาภิบาลแล้วหรือยัง มีมากหรือน้อย ต้องปรับปรุงอะไรอีกบ้าง คำตอบที่อาจเป็นไปได้ก็คือการจัดทำตัวชี้วัดเพื่อผู้ใช้จะได้เข้าใจและนำไปใช้ตรวจสอบตนเองและผู้อื่นหรือหน่วยงานอื่นได้หลักการต่างๆที่อธิบายการมีธรรมาภิบาลและการนำไปประยุกต์ใช้ ธรรมาภิบาลอาจประกอบไปด้วยหลักการต่างๆมากมายแล้วแต่ผู้ที่จะนำเรื่องของธรรมาภิบาลไปใช้ และจะให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่ากัน และในบริบทของประเทศ บริบทของหน่วยงาน หลักการใดจึงจะเหมาะสมที่สุด สำหรับประเทศไทยแล้ว เนื่องจากได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่ให้ความสำคัญกับหลักการสำคัญ 6 หลักการดังกล่าวดังต่อไปนี้
1. ด้านหลักนิติธรรม Rule of Laws คือ หลักการสำคัญอันเป็นสาระสำคัญของ “หลักนิติธรรม” ประกอบด้วย 7 หลักการคือ หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายตุลาการและฝ่ายปกครอง ความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา หลัก “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย” และ หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
1.1.หลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นพื้นฐานที่สำคัญของหลักนิติธรรม เพราะ หลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นหลักที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของการแบ่งแยกอำนาจการตรวจสอบอำนาจ และการถ่วงดุลอำนาจ
1.2.หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หลักนิติธรรมมีความเกี่ยวพันกันกับสิทธิในเสรีภาพของบุคคล และสิทธิในความเสมอภาค สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นพื้นฐานของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อันเป็นหลักการสำคัญตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
1.3.หลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายตุลาการและฝ่ายปกครอง การใช้กฎหมายของฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายปกครองที่เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนมีผลมาจากกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบ จากตัวแทนของประชาชน โดย ฝ่ายตุลาการจะต้องไม่พิจารณาพิพากษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้แตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย ฝ่ายตุลาการมีความผูกพันที่จะต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ฝ่ายตุลาการมีความผูกพันที่จะต้องใช้ดุลพินิจ โดยปราศจากข้อบกพร่อง
1.4. หลักความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา เป็นหลักที่เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายปกครองทีออกกฎหมายลำดับรอง กำหนดหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายให้เป็นตามหลักความแน่นอนของกฎหมาย หลักห้ามมิให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง และหลักความพอสมควรแก่เหตุ
1.5. หลักความอิสระของผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสามารถทำภาระหน้าที่ในทางตุลาการได้โดยปราศจากการแทรกแซงใดๆ โดยผู้พิพากษามีความผูกพันเฉพาะต่อกฎหมายและ ทำการพิจารณาพิพากษาภายใต้มโนธรรมของตนเท่านั้น โดยวางอยู่บนพื้นฐานของความอิสระจาก 3 ประการ กล่าวคือ ความอิสระจากคู่ความ ความอิสระจากรัฐ และความอิสระจากสังคม
1.6. หลัก “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย” เมื่อไม่มีข้อบัญญัติทางกฎหมายให้เป็นความผิด แล้วจะเอาผิดกับบุคคลนั้นๆมิได้
1.7. หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หมายความว่า รัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับให้เป็นกฎหมายที่อยู่ในลำดับที่สูงสุดในระบบกฎหมายของรัฐนั้น และหากกฎหมายที่อยู่ในลำดับที่ต่ำกว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับ
2. หลักด้านหลักคุณธรรม Ethics ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 หลักการคือหน่วยงานปลอดการทุจริต หน่วยงานปลอดจากการทำผิดวินัย และหน่วยงานปลอดจากการทำผิดมาตรฐานวิชาชีพนิยมและจรรยาบรรณ องค์ประกอบของคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากคอรัปชั่น หรือมีคอรัปชั่นน้อยลง คอรัปชั่น การฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือ corruption โดยรวมหมายถึง การทำให้เสียหาย การทำลาย หรือการละเมิดจริยธรรม ธรรมปฏิบัติและกฎหมาย สำหรับพิษภัยของคอรัปชั่นได้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อน และเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลในทางลบต่อคุณธรรมของการบริหารจัดการอย่างร้ายแรง เมื่อพิจารณาเรื่องของคุณธรรมจึงควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้
2. 1. องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายน้อยลง
2. 2. องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติที่น้อยกว่าหรือไม่ดีเท่าที่กฎหมายกำหนดหรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง
2. 3. องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง
2. 4. องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายหรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง
สำหรับการที่หน่วยงานปลอดจากการทำผิดมาตรฐานวิชาชีพนิยมและจรรยาบรรณนั้นเป็น การกระทำผิดวิชาชีพนิยมได้แก่ พฤติกรรมที่สวนทางหรือขัดแย้งกับองค์ประกอบของวิชาชีพนิยมโดย เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการมีจรรยาบรรณวิชาชีพ และการประพฤติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ
3. ด้านความโปร่งใส Transparency ประกอบไปด้วยหลักการย่อย 4 หลักการคือ หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านโครงสร้าง หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการให้คุณ หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการให้โทษ หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการเปิดเผยข้อมูล
3.1.ความโปร่งใสด้านโครงสร้าง ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
3.1.1. มีการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง เช่น มีคณะกรรมการตรวจสอบคณะกรรมการสอบสวนเป็นต้น
3.1.2.โปร่งใส เห็นระบบงานทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
3.1.3. ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รับรู้การทำงาน
3.1.4. มีเจ้าหน้าที่มาด้วยระบบคุณธรรมมีความสามารถสูงมาอยู่ใหม่มากขึ้น
3.1.5. มีการตั้งกรรมการหรือหน่วยงานตรวจสอบขึ้นมาใหม่
3.1.6. มีฝ่ายบัญชีที่เข้มแข็ง
3.2. ความโปร่งใสด้านให้คุณ ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
3.2. 1. มีค่าตอบแทนพิเศษในการปฏิบัติงานเป็นผลสำเร็จ
3.2. 2. มีค่าตอบแทนเพิ่มสำหรับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ
3.2. 3. มีค่าตอบแทนพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์
3.2. 4. มีมาตรฐานเงินเดือนสูงพอเพียงกับค่าใช้จ่าย
3.3. ความโปร่งใสด้านการให้โทษ ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
3.3. 1. มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
3.3. 2. มีวิธีการพิจารณาลงโทษผู้ทำผิดอย่างยุติธรรม
3.3. 3. มีการลงโทษจริงจัง หนักเบาตามเหตุแห่งการกระทำผิด
3.3. 4.มีระบบการฟ้องร้องผู้กระทำผิดที่มีประสิทธิภาพ
3.3. 5. หัวหน้างานลงโทษผู้ทุจริตอย่างจริงจัง
3.3.6. มีการปรามผู้ส่อทุจริตให้เลิกความพยายามทุจริต
3.3.7.มีกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็ว
3.4. ความโปร่งใสด้านการเปิดเผย ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
3.4. 1. ประชาชนได้เข้ามารับรู้ การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบ
3.4. 2. ประชาชนและสื่อมวลชนมีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดหา การให้สัมปทานการออกกฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ
3.4. 3. ประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ได้มีโอกาสควบคุมฝ่ายบริหารโดยวิธีการต่างๆ มากขึ้น
3.4. 4. มีการใช้กลุ่มวิชาชีพภายนอก เข้ามาร่วมตรวจสอบ
4. หลักการมีส่วนร่วม Participation คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการซึ่งประชาชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งมีการนำความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการสื่อสารในระบบเปิด กล่าวคือ เป็นการสื่อสารสองทาง ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบไปด้วยการแบ่งสรรข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม
การมีส่วนร่วมของชุมชนนั้นมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
โคเฮน และ อัฟฮอฟ (1981 : 6) ได้ให้ความหมาย การมีส่วนร่วมของชุมชนว่า สมาชิกของชุมชนต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องใน 4 มิติ ได้แก่
1. การมีส่วนร่วมการตัดสินใจว่าควรทำอะไรและทำอย่างไร
2. การมีส่วนร่วมเสียสละในการพัฒนา รวมทั้งลงมือปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ
3. การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ
โดยสร้างโอกาสให้สมาชิกทุกคนของชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือและเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการดำเนินกิจกรรมในการพัฒนารวมถึงได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนานั้นอย่างเสมอภาค
องค์การสหประชาชาติ (1981:5) ได้ให้ความหมายเจาะจงถึงการมีส่วนร่วม ว่าการมีส่วนร่วมเป็นการปะทะสังสรรค์ทางสังคม ทั้งในลักษณะการมีส่วนร่วมของปัจเจกบุคคล และการมีส่วนร่วมของกลุ่ม
จากหลักการมีส่วนร่วมในทรรศนะของบุคคลต่างๆ สามารถสรุปให้เห็นโดยภาพรวมนี้
4.1. ระดับการให้ข้อมูล เป็นระดับต่ำสุดและเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดของการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้วางแผนโครงการกับประชาชน เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการตัดสินใจของผู้วางแผนโครงการ และยังเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือเข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ เช่น การแถลงข่าว การแจกข่าว การแสดงนิทรรศการ และการทำหนังสือพิมพ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ
4.2.ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าระดับแรก กล่าวคือ ผู้วางแผนโครงการเชิญชวนให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้น และประเด็นในการประเมินข้อดีข้อเสียชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการริเริ่มโครงการต่างๆ และการบรรยายให้ประชาชนฟังเกี่ยวกับโครงการต่างๆ แล้วขอความคิดเห็นจากผู้ฟัง รวมไปถึงการร่วมปรึกษาหารือ เป็นต้น
4.3.ระดับการวางแผนร่วมกัน และการตัดสินใจ เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าการปรึกษาหารือ กล่าวคือ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมที่มีขอบเขตกว้างมากขึ้น มีความรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจ และวางแผนเตรียมโครงการ และเตรียมรับผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ระดับนี้มักใช้ในกรณีที่เป็นเรื่องซับซ้อนและมีข้อโต้แย้งมาก เช่น การใช้กลุ่มที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้อนุญาโตตุลาการเพื่อปัญหาข้อขัดแย้ง และการเจรจาเพื่อหาทางประนีประนอมกัน เป็นต้น
4.4.ระดับการพัฒนาศักยภาพในการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชน เป็นระดับขั้นที่สูงสุดของการมีส่วนร่วม คือเป็นระดับที่ผู้รับผิดชอบโครงการได้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากการมีส่วนร่วมของประชาชนและได้มีการพัฒนาสมรรถนะหรือขีดความสามารถในการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้นจนอยู่ในระดับที่สามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ และเกิดประโยชน์สูงสุด
5. หลักสำนึกรับผิดชอบ Accountability มีความหมายกว้างกว่าความสามารถในการตอบคำถามหรืออธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมได้เท่านั้น ยังรวมถึงความรับผิดชอบในผลงาน หรือปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งการตอบสนองต่อความคาดหวังของสาธารณะ เป็นเรื่องของความพร้อมที่จะรับผิดชอบ ความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบได้ โดยในแง่มุมของการปฏิบัติถือว่า สำนึกรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติหรือทักษะที่บุคคลพึงแสดงออกเพื่อเป็นเครื่องชี้ว่าได้ยอมรับในภาระกิจที่ได้รับมอบหมายและนำไปปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบ ประกอบด้วยหลักการย่อยดังนี้
5.1. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน การมีเป้าหมายชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกของระบบสำนึกรับผิดชอบกล่าวคือ องค์การจะต้องทำการกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ชัดเจนว่าต้องการบรรลุอะไรและเมื่อไรที่ต้องการเห็นผลลัพธ์นั้น
5.2. ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน จากเป้าหมายที่ได้กำหนดเอาไว้ ต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้และเกิดความเข้าใจ ถึงสิ่งที่ต้องการบรรลุ และเงื่อนไขเวลาที่ต้องการให้เห็นผลงาน เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ โครงการสร้างวัฒนธรรมนี้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการประสานกำลังคนร่วมใจกันทำงาน เพื่อผลิตภาพโดยรวมขององค์การ
5.3. การปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จของการสร้างวัฒนธรรมสำนึกรับผิดชอบ อยู่ที่ความสามารถของหน่วยงานในการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในองค์การ ผู้บริหารให้ความสนับสนุน แนะนำ ทำการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพและมีการประสานงานร่วมมือกันทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆในองค์การ
5.4. การจัดการพฤติกรรมที่ไม่เอื้อการทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงนับว่าเป็นเรื่องปกติ และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงมักจะมีการ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ หน่วยงานต้องมีมาตรการในการจัดการกับพฤติกรรมการ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพื่อให้ทุกคนเกิดการยอมรับแนวความคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ
5.5. การมีแผนการสำรอง ส่วนประกอบสำคัญขององค์การที่มีลักษณะวัฒนธรรมสำนึกรับผิดชอบ ต้องมีการวางแผนฟื้นฟู ที่สามารถสื่อสารให้ทุกคนในองค์การได้ทราบและเข้าใจถึงแผน และนโยบายของ องค์การ และที่สำคัญคือ ต้องมีการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องสมบูรณ์ อย่างเปิดเผย
5.6. การติดตามและประเมินผลการทำงาน องค์การจำเป็นต้องมีการติดตามและประเมินผลการทำงานเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบดูว่าผลงานนั้นเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพงานที่กำหนดไว้หรือไม่ ผลงานที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดต้องมีการดำเนินการแก้ไขในทันที ขณะที่ผลงานที่ได้มาตรฐานต้องได้รับการยอมรับยกย่องในองค์การ
6. หลักความคุ้มค่า Value for Money หลักการนี้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมในการบริหารการจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด สิ่งเหล่านี้เป็นผลในการปฏิบัติอันเกิดจากการใช้หลักธรรมาภิบาลนั่นเอง ประกอบด้วย
6.1. การประหยัด หมายถึง การทำงานและผลตอบแทนบุคลากรเป็นไปอย่างเหมาะสม การไม่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ การมีผลผลิตหรือบริการได้มาตรฐาน การมีการตรวจสอบภายในและการจัดทำรายงานการเงิน และ การมีการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
6.2. การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หมายถึง มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และ มีการใช้ผลตอบแทนตามผลงาน
6.3. ความสามารถในการแข่งขัน หมายถึง การมีนโยบาย แผน วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย การมีการเน้นผลงานด้านบริการ การมีการประเมินผลการทำงาน และผู้บริหารระดับสูงมีสภาวะผู้นำ
เมื่อมีหลักการที่เป็นแนวทางในการสร้างธรรมาภิบาลแล้ว หน่วยงานที่ต้องการใช้หลักการบริหารแนวใหม่ที่มุ่งสร้างธรรมาภิบาลสามารถประยุกต์ใช้ได้และวัดระดับการมีธรรมาภิบาลของหน่วยงานตนได้ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ตลอดจนรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่แล้วในหน่วยงาน ภาพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างของการนำหลักการข้างต้นไปสร้างตัวชี้วัดและนำไปทดสอบจริงในหน่วยงาน และสามารถแสดงผลให้เข้าใจได้ง่าย ทำให้ผู้บริหารสามารถนำไปปรับปรุงแก้ไขการทำงานของหน่วยงานให้มีธรรมาภิบาลมากขึ้นได้
2.4 กรอบชี้วัดธรรมาภิบาล
จากการที่แนวคิดของธรรมาภิบาลเป็นที่ยอมรับและแพร่หลายมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาได้มีความพยายามนำหลักการนี้ไปปฏิบัติใช้ให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของประเทศ ด้วยความช่วยเหลือและการผลักดันขององค์กรระหว่างประเทศที่ต้องการให้ประเทศต่าง ๆ มีการปฏิรูปการบริหารการปกครองที่สอดคล้องกับขยายตัวของการค้าเสรีและโลกาภิวัฒน์ ทำให้หลักธรรมาภิบาลกลายเป็นมาตรฐานสากลที่บ่งชี้ถึงระดับการพัฒนาของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ดังนั้นการพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้วัดผลของการนำหลักธรรมาภิบาลไปปฏิบัติหรือเรียกว่า “ตัวชี้วัด” จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการประเมินความคืบหน้าของการมีธรรมาภิบาล ปัจจุบันจำนวนตัวชี้วัดเกิดขึ้นมามากมายทั้งที่อยู่และไม่อยู่ในกรอบของหลักธรรมาภิบาล และต่างก็มีความหลากหลายในความหมายและมุมมองซึ่งขึ้นอยู่กับ รูปแบบการบริหารการปกครอง วัฒนธรรม สังคม และวัตถุประสงค์ของประเทศและองค์กรที่จัดสร้างตัวชี้วัดอาทิเช่น “เครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตและสังคมไทย”



การนำหลักธรรมาภิบาลหรือการบริหารการจัดการที่ดีหรือการบริหารภาครัฐแนวใหม่มาประยุกต์ใช้ในการบริหารการจัดการและปฏิบัติการในองค์การนั้น มีจุดประสงค์สำคัญคือการสร้างความพึงพอใจอย่างสูงสุดให้กับประชาชน โดยปัจจัยสำคัญประการแรกที่หน่วยงานภาครัฐต้องคำนึงถึงในการบริหารการจัดการเพื่อสร้างผลประโยชน์สูงสุดให้กับประชาชน ได้แก่การกำหนดนโยบายต่างๆที่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน ทั้งนี้องค์การที่สำคัญที่จะทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ผลดังกล่าว คือ การเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการให้ข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะ ตลอดจนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาท้องถิ่นที่อยู่อาศัยเพื่อให้ความรู้สึกความเป็นเจ้าของร่วมกันและมีจิตสำนึกสาธารณะที่จะสร้างสรรค์ งานพัฒนาต่างๆ ตามลักษณะของปัญหาและความต้องการ โดยในปัจจุบันนี้ประชาชนให้ความสำคัญในการมีส่วนร่วมกับภาครัฐมากขึ้น ซึ่งนับเป็นโอกาสที่ดีที่จะให้ตัวแทนประชาชนเหล่านี้เข้ามามีส่วนร่วมให้เข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้น
ปัจจัยสำคัญอีกประการหนึ่งของการบริหารการจัดการตามหลักธรรมาภิบาล คือ ระบบการบริหารงานของภาครัฐต้องมีความรับผิดชอบได้โดยสาธารณะหรือตัวแทนของประชาชนทั้งด้านการใช้งบประมาณและวิธีการของการบริหารจัดการต่างๆนอกจากนี้ประชาชนควรที่ได้รับข่าวสารหรือประชาสัมพันธ์ เพื่อให้ทราบถึงผลการดำเนินต่างๆ อย่างถูกต้องและ รวดเร็ว ทันสถานการณ์ โดยปัจจุบันประชาชนเองก็ให้ความสำคัญกับปัจจัยที่กล่าวถึงนี้มากขึ้น ในขณะเดียวกันความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมวลชน ก็นับได้ว่าเป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาระบบการบริหารงานให้มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้นและเพื่อสร้างความพึงพอใจให้กับประชาชนอย่างสูงสุด โดยปัจจัยที่สำคัญที่จะสนับสนุนให้ข้าราชการพร้อมให้บริการประชาชนด้วยความเต็มใจและทุ่มเท ได้แก่ การที่บุคคลเหล่านั้นได้รับการพัฒนาให้มีศักยภาพ มีความรู้ ความสามารถที่ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ตลอดจนมีขวัญกำลังใจที่ดีซึ่งเกิดจากได้รับความดูแลด้านสวัสดิการค่าตอบแทนที่เหมาะสม และได้รับการส่งเสริมให้มีความก้าวหน้าในสายงานตามหลักระบบคุณธรรม (ศตวรรษ พุทธาวงศ์,2551:44)
ธรรมาภิบาลอาจประกอบไปด้วยหลักการสำคัญหลายประการ แล้วแต่วัตถุประสงค์ขององค์กรที่นำมาใช้ หลักการที่มีผู้นำไปใช้เสมอคือ การมีส่วนร่วมของประชาชน การมุ่งฉันทามติ การมีสำนึกรับผิดชอบ ความโปร่งใส การตอบสนอง ประสิทธิผลและประสิทธิภาพ ความเท่าเทียมกันและการคำนึงถึงคนทุกกลุ่มหรือพหุภาคีและการปฏิบัติตามหลักนิติธรรม แต่ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดีนั้นได้ระบุไว้ 6 หลักการดังกล่าวมาแล้วและกลายเป็นหลักการสำคัญที่มีการนำมาใช้ในประเทศไทยอย่างกว้างขวางอยู่ในปัจจุบันนี้ แต่ก็มีคำถามว่าหลักการต่างๆนี้หมายถึงอะไร แล้วจะทราบได้อย่างไร
ว่ามีธรรมาภิบาลแล้วหรือยัง มีมากหรือน้อย ต้องปรับปรุงอะไรอีกบ้าง คำตอบที่อาจเป็นไปได้ก็คือการจัดทำตัวชี้วัดเพื่อผู้ใช้จะได้เข้าใจและนำไปใช้ตรวจสอบตนเองและผู้อื่นหรือหน่วยงานอื่นได้หลักการต่างๆที่อธิบายการมีธรรมาภิบาลและการนำไปประยุกต์ใช้ ธรรมาภิบาลอาจประกอบไปด้วยหลักการต่างๆมากมายแล้วแต่ผู้ที่จะนำเรื่องของธรรมาภิบาลไปใช้ และจะให้ความสำคัญกับเรื่องใดมากกว่ากัน และในบริบทของประเทศ บริบทของหน่วยงาน หลักการใดจึงจะเหมาะสมที่สุด สำหรับประเทศไทยแล้ว เนื่องจากได้มีระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองและสังคมที่ดี และพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. 2546 ที่ให้ความสำคัญกับหลักการสำคัญ 6 หลักการดังกล่าวดังต่อไปนี้
1. ด้านหลักนิติธรรม Rule of Laws คือ หลักการสำคัญอันเป็นสาระสำคัญของ “หลักนิติธรรม” ประกอบด้วย 7 หลักการคือ หลักการแบ่งแยกอำนาจ หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายตุลาการและฝ่ายปกครอง ความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา หลักความเป็นอิสระของผู้พิพากษา หลัก “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย” และ หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ
1.1.หลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นพื้นฐานที่สำคัญของหลักนิติธรรม เพราะ หลักการแบ่งแยกอำนาจเป็นหลักที่แสดงให้เห็นถึงการอยู่ร่วมกันของการแบ่งแยกอำนาจการตรวจสอบอำนาจ และการถ่วงดุลอำนาจ
1.2.หลักการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ หลักนิติธรรมมีความเกี่ยวพันกันกับสิทธิในเสรีภาพของบุคคล และสิทธิในความเสมอภาค สิทธิทั้งสองประการดังกล่าวข้างต้นถือว่าเป็นพื้นฐานของ “ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์” อันเป็นหลักการสำคัญตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
1.3.หลักความชอบด้วยกฎหมายของฝ่ายตุลาการและฝ่ายปกครอง การใช้กฎหมายของฝ่ายตุลาการ หรือฝ่ายปกครองที่เป็นการจำกัดสิทธิของประชาชนมีผลมาจากกฎหมายที่ได้รับความเห็นชอบ จากตัวแทนของประชาชน โดย ฝ่ายตุลาการจะต้องไม่พิจารณาพิพากษาเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้แตกต่างไปจากบทบัญญัติของกฎหมาย ฝ่ายตุลาการมีความผูกพันที่จะต้องใช้กฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ฝ่ายตุลาการมีความผูกพันที่จะต้องใช้ดุลพินิจ โดยปราศจากข้อบกพร่อง
1.4. หลักความชอบด้วยกฎหมายในทางเนื้อหา เป็นหลักที่เรียกร้องให้ฝ่ายนิติบัญญัติหรือฝ่ายปกครองทีออกกฎหมายลำดับรอง กำหนดหลักเกณฑ์ในทางกฎหมายให้เป็นตามหลักความแน่นอนของกฎหมาย หลักห้ามมิให้กฎหมายมีผลย้อนหลัง และหลักความพอสมควรแก่เหตุ
1.5. หลักความอิสระของผู้พิพากษา ผู้พิพากษาสามารถทำภาระหน้าที่ในทางตุลาการได้โดยปราศจากการแทรกแซงใดๆ โดยผู้พิพากษามีความผูกพันเฉพาะต่อกฎหมายและ ทำการพิจารณาพิพากษาภายใต้มโนธรรมของตนเท่านั้น โดยวางอยู่บนพื้นฐานของความอิสระจาก 3 ประการ กล่าวคือ ความอิสระจากคู่ความ ความอิสระจากรัฐ และความอิสระจากสังคม
1.6. หลัก “ไม่มีความผิด และไม่มีโทษโดยไม่มีกฎหมาย” เมื่อไม่มีข้อบัญญัติทางกฎหมายให้เป็นความผิด แล้วจะเอาผิดกับบุคคลนั้นๆมิได้
1.7. หลักความเป็นกฎหมายสูงสุดของรัฐธรรมนูญ หมายความว่า รัฐธรรมนูญได้รับการยอมรับให้เป็นกฎหมายที่อยู่ในลำดับที่สูงสุดในระบบกฎหมายของรัฐนั้น และหากกฎหมายที่อยู่ในลำดับที่ต่ำกว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญกฎหมายดังกล่าวย่อมไม่มีผลบังคับ
2. หลักด้านหลักคุณธรรม Ethics ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 3 หลักการคือหน่วยงานปลอดการทุจริต หน่วยงานปลอดจากการทำผิดวินัย และหน่วยงานปลอดจากการทำผิดมาตรฐานวิชาชีพนิยมและจรรยาบรรณ องค์ประกอบของคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากคอรัปชั่น หรือมีคอรัปชั่นน้อยลง คอรัปชั่น การฉ้อราษฎร์บังหลวง หรือ corruption โดยรวมหมายถึง การทำให้เสียหาย การทำลาย หรือการละเมิดจริยธรรม ธรรมปฏิบัติและกฎหมาย สำหรับพิษภัยของคอรัปชั่นได้สร้างความเสียหายและความเดือดร้อน และเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลในทางลบต่อคุณธรรมของการบริหารจัดการอย่างร้ายแรง เมื่อพิจารณาเรื่องของคุณธรรมจึงควรพิจารณาเรื่องต่อไปนี้
2. 1. องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างโจ่งแจ้งหรือไม่ปฏิบัติตามกฎหมายน้อยลง
2. 2. องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติที่น้อยกว่าหรือไม่ดีเท่าที่กฎหมายกำหนดหรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง
2. 3. องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติที่มากกว่าที่กฎหมายกำหนด หรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง
2. 4. องค์ประกอบคุณธรรมหรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่ปลอดจากการปฏิบัติตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย แต่ใช้วิธีการที่ผิดกฎหมายหรือปฏิบัติเช่นนี้น้อยลง
สำหรับการที่หน่วยงานปลอดจากการทำผิดมาตรฐานวิชาชีพนิยมและจรรยาบรรณนั้นเป็น การกระทำผิดวิชาชีพนิยมได้แก่ พฤติกรรมที่สวนทางหรือขัดแย้งกับองค์ประกอบของวิชาชีพนิยมโดย เฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของการมีจรรยาบรรณวิชาชีพ และการประพฤติตามจรรยาบรรณวิชาชีพ
3. ด้านความโปร่งใส Transparency ประกอบไปด้วยหลักการย่อย 4 หลักการคือ หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านโครงสร้าง หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการให้คุณ หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการให้โทษ หน่วยงานมีความโปร่งใสด้านการเปิดเผยข้อมูล
3.1.ความโปร่งใสด้านโครงสร้าง ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
3.1.1. มีการตรวจสอบภายในที่เข้มแข็ง เช่น มีคณะกรรมการตรวจสอบคณะกรรมการสอบสวนเป็นต้น
3.1.2.โปร่งใส เห็นระบบงานทั้งหมดได้อย่างชัดเจน
3.1.3. ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม รับรู้การทำงาน
3.1.4. มีเจ้าหน้าที่มาด้วยระบบคุณธรรมมีความสามารถสูงมาอยู่ใหม่มากขึ้น
3.1.5. มีการตั้งกรรมการหรือหน่วยงานตรวจสอบขึ้นมาใหม่
3.1.6. มีฝ่ายบัญชีที่เข้มแข็ง
3.2. ความโปร่งใสด้านให้คุณ ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
3.2. 1. มีค่าตอบแทนพิเศษในการปฏิบัติงานเป็นผลสำเร็จ
3.2. 2. มีค่าตอบแทนเพิ่มสำหรับการปฏิบัติงานที่มีประสิทธิภาพ
3.2. 3. มีค่าตอบแทนพิเศษให้กับเจ้าหน้าที่ที่ซื่อสัตย์
3.2. 4. มีมาตรฐานเงินเดือนสูงพอเพียงกับค่าใช้จ่าย
3.3. ความโปร่งใสด้านการให้โทษ ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
3.3. 1. มีระบบการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ
3.3. 2. มีวิธีการพิจารณาลงโทษผู้ทำผิดอย่างยุติธรรม
3.3. 3. มีการลงโทษจริงจัง หนักเบาตามเหตุแห่งการกระทำผิด
3.3. 4.มีระบบการฟ้องร้องผู้กระทำผิดที่มีประสิทธิภาพ
3.3. 5. หัวหน้างานลงโทษผู้ทุจริตอย่างจริงจัง
3.3.6. มีการปรามผู้ส่อทุจริตให้เลิกความพยายามทุจริต
3.3.7.มีกระบวนการยุติธรรมที่รวดเร็ว
3.4. ความโปร่งใสด้านการเปิดเผย ประกอบด้วยพฤติการณ์ต่อไปนี้
3.4. 1. ประชาชนได้เข้ามารับรู้ การทำงานของคณะกรรมการตรวจสอบ
3.4. 2. ประชาชนและสื่อมวลชนมีส่วนร่วมในการจัดซื้อจัดหา การให้สัมปทานการออกกฎระเบียบ และข้อบังคับต่างๆ
3.4. 3. ประชาชน สื่อมวลชน และองค์กรพัฒนาเอกชน ได้มีโอกาสควบคุมฝ่ายบริหารโดยวิธีการต่างๆ มากขึ้น
3.4. 4. มีการใช้กลุ่มวิชาชีพภายนอก เข้ามาร่วมตรวจสอบ
4. หลักการมีส่วนร่วม Participation คือ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการซึ่งประชาชน หรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้มีโอกาสแสดงทัศนะ และเข้าร่วมในกิจกรรมต่างๆ ที่มีผลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งมีการนำความคิดเห็นดังกล่าวไปประกอบการพิจารณากำหนดนโยบาย และการตัดสินใจของรัฐ การมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกระบวนการสื่อสารในระบบเปิด กล่าวคือ เป็นการสื่อสารสองทาง ทั้งอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการ ซึ่งประกอบไปด้วยการแบ่งสรรข้อมูลร่วมกันระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และเป็นการเสริมสร้างความสามัคคีในสังคม
การมีส่วนร่วมของชุมชนนั้นมีนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายไว้ดังนี้
โคเฮน และ อัฟฮอฟ (1981 : 6) ได้ให้ความหมาย การมีส่วนร่วมของชุมชนว่า สมาชิกของชุมชนต้องเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้องใน 4 มิติ ได้แก่
1. การมีส่วนร่วมการตัดสินใจว่าควรทำอะไรและทำอย่างไร
2. การมีส่วนร่วมเสียสละในการพัฒนา รวมทั้งลงมือปฏิบัติตามที่ได้ตัดสินใจ
3. การมีส่วนร่วมในการแบ่งปันผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน
4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผลโครงการ
โดยสร้างโอกาสให้สมาชิกทุกคนของชุมชน ได้เข้ามามีส่วนร่วมช่วยเหลือและเข้ามามีอิทธิพลต่อกระบวนการดำเนินกิจกรรมในการพัฒนารวมถึงได้รับผลประโยชน์จากการพัฒนานั้นอย่างเสมอภาค
องค์การสหประชาชาติ (1981:5) ได้ให้ความหมายเจาะจงถึงการมีส่วนร่วม ว่าการมีส่วนร่วมเป็นการปะทะสังสรรค์ทางสังคม ทั้งในลักษณะการมีส่วนร่วมของปัจเจกบุคคล และการมีส่วนร่วมของกลุ่ม
จากหลักการมีส่วนร่วมในทรรศนะของบุคคลต่างๆ สามารถสรุปให้เห็นโดยภาพรวมนี้
4.1. ระดับการให้ข้อมูล เป็นระดับต่ำสุดและเป็นวิธีการที่ง่ายที่สุดของการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้วางแผนโครงการกับประชาชน เพื่อให้ข้อมูลแก่ประชาชนเกี่ยวกับการตัดสินใจของผู้วางแผนโครงการ และยังเปิดโอกาสให้แสดงความคิดเห็นหรือเข้ามาเกี่ยวข้องใดๆ เช่น การแถลงข่าว การแจกข่าว การแสดงนิทรรศการ และการทำหนังสือพิมพ์ให้ข้อมูลเกี่ยวกับกิจกรรมต่างๆ
4.2.ระดับการเปิดรับความคิดเห็นจากประชาชน เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าระดับแรก กล่าวคือ ผู้วางแผนโครงการเชิญชวนให้ประชาชนแสดงความคิดเห็นเพื่อให้ได้ข้อมูลมากขึ้น และประเด็นในการประเมินข้อดีข้อเสียชัดเจนยิ่งขึ้น เช่น การสำรวจความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับการริเริ่มโครงการต่างๆ และการบรรยายให้ประชาชนฟังเกี่ยวกับโครงการต่างๆ แล้วขอความคิดเห็นจากผู้ฟัง รวมไปถึงการร่วมปรึกษาหารือ เป็นต้น
4.3.ระดับการวางแผนร่วมกัน และการตัดสินใจ เป็นระดับขั้นที่สูงกว่าการปรึกษาหารือ กล่าวคือ เป็นเรื่องการมีส่วนร่วมที่มีขอบเขตกว้างมากขึ้น มีความรับผิดชอบร่วมกันในการตัดสินใจ และวางแผนเตรียมโครงการ และเตรียมรับผลที่จะเกิดขึ้นจากการดำเนินโครงการ ระดับนี้มักใช้ในกรณีที่เป็นเรื่องซับซ้อนและมีข้อโต้แย้งมาก เช่น การใช้กลุ่มที่ปรึกษาซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง การใช้อนุญาโตตุลาการเพื่อปัญหาข้อขัดแย้ง และการเจรจาเพื่อหาทางประนีประนอมกัน เป็นต้น
4.4.ระดับการพัฒนาศักยภาพในการมีส่วนร่วม สร้างความเข้าใจให้กับสาธารณชน เป็นระดับขั้นที่สูงสุดของการมีส่วนร่วม คือเป็นระดับที่ผู้รับผิดชอบโครงการได้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ที่จะได้รับจากการมีส่วนร่วมของประชาชนและได้มีการพัฒนาสมรรถนะหรือขีดความสามารถในการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้นจนอยู่ในระดับที่สามารถมีส่วนร่วมได้อย่างเต็มที่ และเกิดประโยชน์สูงสุด
5. หลักสำนึกรับผิดชอบ Accountability มีความหมายกว้างกว่าความสามารถในการตอบคำถามหรืออธิบายเกี่ยวกับพฤติกรรมได้เท่านั้น ยังรวมถึงความรับผิดชอบในผลงาน หรือปฏิบัติหน้าที่ให้บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ รวมทั้งการตอบสนองต่อความคาดหวังของสาธารณะ เป็นเรื่องของความพร้อมที่จะรับผิดชอบ ความพร้อมที่จะถูกตรวจสอบได้ โดยในแง่มุมของการปฏิบัติถือว่า สำนึกรับผิดชอบเป็นคุณสมบัติหรือทักษะที่บุคคลพึงแสดงออกเพื่อเป็นเครื่องชี้ว่าได้ยอมรับในภาระกิจที่ได้รับมอบหมายและนำไปปฏิบัติด้วยความรับผิดชอบ ประกอบด้วยหลักการย่อยดังนี้
5.1. การมีเป้าหมายที่ชัดเจน การมีเป้าหมายชัดเจนเป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกของระบบสำนึกรับผิดชอบกล่าวคือ องค์การจะต้องทำการกำหนดเป้าหมาย วัตถุประสงค์ของการปฏิบัติการสร้างวัฒนธรรมใหม่ให้ชัดเจนว่าต้องการบรรลุอะไรและเมื่อไรที่ต้องการเห็นผลลัพธ์นั้น
5.2. ทุกคนเป็นเจ้าของร่วมกัน จากเป้าหมายที่ได้กำหนดเอาไว้ ต้องประกาศให้ทุกคนได้รับรู้และเกิดความเข้าใจ ถึงสิ่งที่ต้องการบรรลุ และเงื่อนไขเวลาที่ต้องการให้เห็นผลงาน เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เป็นเจ้าของ โครงการสร้างวัฒนธรรมนี้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการประสานกำลังคนร่วมใจกันทำงาน เพื่อผลิตภาพโดยรวมขององค์การ
5.3. การปฏิบัติการอย่างมีประสิทธิภาพ ความสำเร็จของการสร้างวัฒนธรรมสำนึกรับผิดชอบ อยู่ที่ความสามารถของหน่วยงานในการสื่อสารสร้างความเข้าใจให้เกิดขึ้นในองค์การ ผู้บริหารให้ความสนับสนุน แนะนำ ทำการตัดสินใจอย่างมีประสิทธิภาพและมีการประสานงานร่วมมือกันทำงานระหว่างหน่วยงานต่างๆในองค์การ
5.4. การจัดการพฤติกรรมที่ไม่เอื้อการทำงานอย่างไม่หยุดยั้ง ปัจจุบันการเปลี่ยนแปลงนับว่าเป็นเรื่องปกติ และทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงมักจะมีการ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงเสมอ หน่วยงานต้องมีมาตรการในการจัดการกับพฤติกรรมการ ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวเพื่อให้ทุกคนเกิดการยอมรับแนวความคิดและเทคโนโลยีใหม่ๆ
5.5. การมีแผนการสำรอง ส่วนประกอบสำคัญขององค์การที่มีลักษณะวัฒนธรรมสำนึกรับผิดชอบ ต้องมีการวางแผนฟื้นฟู ที่สามารถสื่อสารให้ทุกคนในองค์การได้ทราบและเข้าใจถึงแผน และนโยบายของ องค์การ และที่สำคัญคือ ต้องมีการกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องสมบูรณ์ อย่างเปิดเผย
5.6. การติดตามและประเมินผลการทำงาน องค์การจำเป็นต้องมีการติดตามและประเมินผลการทำงานเป็นระยะๆ อย่างสม่ำเสมอ เพื่อตรวจสอบดูว่าผลงานนั้นเป็นไปตามมาตรฐานคุณภาพงานที่กำหนดไว้หรือไม่ ผลงานที่พบว่ายังไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนดต้องมีการดำเนินการแก้ไขในทันที ขณะที่ผลงานที่ได้มาตรฐานต้องได้รับการยอมรับยกย่องในองค์การ
6. หลักความคุ้มค่า Value for Money หลักการนี้คำนึงถึงประโยชน์สูงสุดแก่ส่วนรวมในการบริหารการจัดการและการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด สิ่งเหล่านี้เป็นผลในการปฏิบัติอันเกิดจากการใช้หลักธรรมาภิบาลนั่นเอง ประกอบด้วย
6.1. การประหยัด หมายถึง การทำงานและผลตอบแทนบุคลากรเป็นไปอย่างเหมาะสม การไม่มีความขัดแย้งเรื่องผลประโยชน์ การมีผลผลิตหรือบริการได้มาตรฐาน การมีการตรวจสอบภายในและการจัดทำรายงานการเงิน และ การมีการใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ
6.2. การใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุด หมายถึง มีการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ มีการพัฒนาทรัพยากรบุคคล และ มีการใช้ผลตอบแทนตามผลงาน
6.3. ความสามารถในการแข่งขัน หมายถึง การมีนโยบาย แผน วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย การมีการเน้นผลงานด้านบริการ การมีการประเมินผลการทำงาน และผู้บริหารระดับสูงมีสภาวะผู้นำ
เมื่อมีหลักการที่เป็นแนวทางในการสร้างธรรมาภิบาลแล้ว หน่วยงานที่ต้องการใช้หลักการบริหารแนวใหม่ที่มุ่งสร้างธรรมาภิบาลสามารถประยุกต์ใช้ได้และวัดระดับการมีธรรมาภิบาลของหน่วยงานตนได้ โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งจากผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ตลอดจนรวบรวมข้อมูลที่มีอยู่แล้วในหน่วยงาน ภาพข้างล่างนี้เป็นตัวอย่างของการนำหลักการข้างต้นไปสร้างตัวชี้วัดและนำไปทดสอบจริงในหน่วยงาน และสามารถแสดงผลให้เข้าใจได้ง่าย ทำให้ผู้บริหารสามารถนำไปปรับปรุงแก้ไขการทำงานของหน่วยงานให้มีธรรมาภิบาลมากขึ้นได้
2.4 กรอบชี้วัดธรรมาภิบาล
จากการที่แนวคิดของธรรมาภิบาลเป็นที่ยอมรับและแพร่หลายมากขึ้น ประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนาได้มีความพยายามนำหลักการนี้ไปปฏิบัติใช้ให้เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายของประเทศ ด้วยความช่วยเหลือและการผลักดันขององค์กรระหว่างประเทศที่ต้องการให้ประเทศต่าง ๆ มีการปฏิรูปการบริหารการปกครองที่สอดคล้องกับขยายตัวของการค้าเสรีและโลกาภิวัฒน์ ทำให้หลักธรรมาภิบาลกลายเป็นมาตรฐานสากลที่บ่งชี้ถึงระดับการพัฒนาของประเทศทั้งทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง
ดังนั้นการพัฒนาเครื่องมือต่าง ๆ ที่ใช้วัดผลของการนำหลักธรรมาภิบาลไปปฏิบัติหรือเรียกว่า “ตัวชี้วัด” จึงเป็นสิ่งจำเป็นยิ่งในการประเมินความคืบหน้าของการมีธรรมาภิบาล ปัจจุบันจำนวนตัวชี้วัดเกิดขึ้นมามากมายทั้งที่อยู่และไม่อยู่ในกรอบของหลักธรรมาภิบาล และต่างก็มีความหลากหลายในความหมายและมุมมองซึ่งขึ้นอยู่กับ รูปแบบการบริหารการปกครอง วัฒนธรรม สังคม และวัตถุประสงค์ของประเทศและองค์กรที่จัดสร้างตัวชี้วัดอาทิเช่น “เครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตและสังคมไทย”

bvnbv


บทความ พระวิสัน ปริมาณ 2555 :เรื่อง ประสิทธิภาพการบริหารงานวัดตามหลักธรรมาภิบาล .
Posted in mpa12
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
พระวิสัน (พธบ./รปม)
รูปแบบ การวิจัย โดย ผศ.(พิเศษ) นภดล สุชาติ พ.บ M.P.H
อ้างอิงจาก http://www.slideshare.net/guest9e1b8/9-presentation-948269









































แด่ ท่านอาจารย์ ผศ.ดร เพ็ญศรี ฉิรินัง......